Lab 9.2 การถ่ายโอนอิเล็กตรอนในเซลล์กัลวานิก

download lab9.2

https://www.facebook.com/groups/224897004325893/

ทดลอง 9.2

acid base

Acid base (ภาษาไทย)

acidsbase2 (English)

ผลการเรียนรู้ ว30223

ว30223

แบบฝึกหัดทบทวนธาตุและสารประกอบในอุตสาหกรรม

หน้า1 page4 page3 page2

ซ่อมเสริมเรื่องเซลล์กัลวานิก

https://docs.google.com/file/d/0B4nGG1tR25XPVWkwdFA4Ykl4TzQ/edit?usp=sharing

โครงงานศึกษาคุณภาพน้ำในโรงเรียนมัธยมศึกษา

โครงงาน

แบบประเมินการสอนของครูโดยนักเรียน รายวิชาเคมี 4

http://www2.stetson.edu/mahjongchem/

ที่มา:http://www.dnatube.com/video/2934/Galvanic-Cell-Animation-ZnCu

Galvanic Cells

http://resources.educ.queensu.ca/science/main/concept/chem/c12/Eric/Grade%2011%20Electrochemistry/shockwave/galvanic_cell.html

http://resources.educ.queensu.ca/science/main/concept/chem/c12/Eric/Grade%2011%20Electrochemistry/shockwave/Anode_galvanic.html

http://resources.educ.queensu.ca/science/main/concept/chem/c12/Eric/Grade%2011%20Electrochemistry/shockwave/cathode-galvanic.html

http://resources.educ.queensu.ca/science/main/concept/chem/c12/Eric/Grade%2011%20Electrochemistry/shockwave/salt_bridge_galvanic.html

ที่มา:http://resources.educ.queensu.ca/science/main/concept/chem/c12/Eric/Grade%2011%20Electrochemistry/index.html

Standard Electrode Potentials in Aqueous Solutions at 25 C and 1 atm

Cathode Half-Reaction Std Potential(V) Cathode Half-Reaction Std Potential(V)

Li+(aq) + e   = Li(s)         -3.04 IO(aq) + H2O(l) + 2 e = I(aq) + 2 OH(aq) 0.49
Na+(aq) + e = Na(s)         -2.71 Cu+(aq) + e = Cu(s) 0.52
Mg2+(aq) + 2 e = Mg(s)         -2.38 I2(s) + e = 2 I(aq) 0.54
Al3+(aq) + 3 e = Al(s)         -1.66 Fe3+(aq) + e = Fe2+(aq)         0.77
2 H2O(l) + 2 e = H2(g) + 2 OH(aq) -0.83 Hg22+(aq) + 2 e = 2 Hg(l) 0.80
Zn2+(aq) + 2 e = Zn(s)         -0.76 Ag+(aq) + e = Ag(s)  0.80
Cr3+(aq) + 3 e = Cr(s)         -0.74 Hg2+(aq) + 2 e = Hg(l) 0.85
Fe2+(aq) + 2 e = Fe(s)         -0.41 ClO(aq) + H2O(l) + 2 e = Cl(aq) + 2 OH(aq) 0.90
Cd2+(aq) + 2 e = Cd(s)         -0.40 2 Hg2+(aq) + 2 e = Hg22+(aq) 0.90
Ni2+(aq) + 2 e = Ni(s)         -0.23 NO3(aq) + 4 H+(aq)  + 3 e = NO(g) + 2  H2O(l) 0.96
Sn2+(aq) + 2 e = Sn(s)         -0.14 Br2(l) + 2 e = 2 Br(aq) 1.07
Pb2+(aq) + 2 e = Pb(s)         -0.13 O2(g) +  4 H+(aq)  + 4 e =   2  H2O(l) 1.23
Fe3+(aq) + 3 e = Fe(s)         -0.04 Cr2O72-(aq) + 14 H+(aq) + e = 2 Cr3+(aq) + 7 H2O(l) 1.33
2 H+(aq) + 2 e = H2(g)         0.00 Cl2(g) + e = 2 Cl(aq) 1.36
Sn4+(aq) + 2 e = Sn2+(aq)         0.15 MnO4(aq) + 8 H+(aq)  + 5 e = Mn2+(aq) + 4  H2O(l) 1.49
Cu2+(aq) + e = Cu+(aq)         0.16 H2O2(aq) +  2 H+(aq)  + 2 e =   2  H2O(l)   1.78
Cu2+(aq) + 2 e = Cu(s)         0.34 S2O82-(aq) + 2 e = 2 SO42-(aq) 2.01
    F2(g) + 2 e = 2 F(aq) 2.87

 

  1. A voltaic cell is constructed from the following half-cells: A nickel electrode in a 1.00 M solution of nickel(II) nitrate, and a zinc electrode in a 1.00 M solution of zinc nitrate solution. Which electrode is the cathode?
  2. Using standard electrode potentials provided in the link below, decide if the following reaction is spontaneous. The aqueous solutions are 1.00 M. To enter your answer click in the small circle in front of your choice.
    Sn(s) + Cd2+(aq) ==> Sn2+(aq) + Cd(s)
  3. A voltaic cell is constructed from the following half-cells: A chromium electrode in a 1.00 M solution of chromium(III) nitrate, and a silver electrode in a 1.00 M solution of silver nitrate solution. Cations in this cell will move towards which electrode?
  4. Using standard electrode potentials provided in the link below, decide if the following reaction is spontaneous. The aqueous solutions are 1.00 M. To enter your answer click in the small circle in front of your choice.
    Pb(s) + Ni2+(aq) ==> Pb2+(aq) + Ni(s)
  5. A voltaic cell is constructed from the following half-cells: A nickel electrode in a 1.00 M solution of nickel(II) nitrate, and a chromium electrode in a 1.00 M solution of chromium(III) nitrate solution. Which electrode is the anode?
  6. Using standard electrode potentials provided in the link below, decide if the following reaction is spontaneous. The aqueous solutions are 1.00 M. To enter your answer click in the small circle in front of your choice.
    Cd(s) + Ni2+(aq) ==> Cd2+(aq) + Ni(s)
  7. A voltaic cell is constructed from the following half-cells: A nickel electrode in a 1.00 M solution of nickel(II) nitrate, and a silver electrode in a 1.00 M solution of silver nitrate solution. Anions in this cell will move towards which electrode?
  8. Using standard electrode potentials provided in the link below, decide if the following reaction is spontaneous. The aqueous solutions are 1.00 M.

                   Ni(s) + Zn2+(aq) ==> Ni2+(aq) + Zn(s)

     9.  Using standard electrode potentials provided in the link below, decide if the following reaction is spontaneous. The aqueous solutions are 1.00 M.

                Cd(s) + Sn2+(aq) ==> Cd2+(aq) + Sn(s)

    10.  A voltaic cell is constructed from the following half-cells: A silver electrode in a 1.00 M solution of silver nitrate, and a copper electrode in a 1.00 M solution of copper(II) nitrate solution. Cations in this cell will move towards which electrode?

โอกาสเด็กไทยที่สูญเปล่า

“โอกาสเด็กไทยที่สูญเปล่า”
+โพสต์เมื่อวันที่ : 31 ธ.ค. 2555

เหลียวหลัง 1 ปีการศึกษาชาติยุคปฏิรูปฯ ทศวรรษที่ 2 รับประชาคมอาเซียน

การศึกษา คือรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ

แต่ยิ่งนับวันรากฐานที่ว่าเหมือนจะยิ่งส่อเค้ารางถึงความง่อนแง่นมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กำลังถูกสังคมมองว่าให้ความสำคัญกับการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศเพียงแค่ “ลมปาก”

เพราะขณะที่นโยบายด้านการศึกษาต้องการความต่อเนื่อง แต่น่าเสียดายที่ระยะเวลาเพียงแค่ 1 ปี ของการบริหารงานรัฐบาลนายกฯปู กระทรวงศึกษาธิการกลับเป็นกระทรวงที่ใช้รัฐมนตรีเปลืองที่สุดถึง 3 คน

วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล

คนแรกคือ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง เสนาบดีกระทรวงคุณครู ตั้งแต่วันที่ 18 ส.ค.2554 -18 ม.ค.2555 และถูกปรับไปนั่งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยส่ง นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช เข้ามารับช่วง รมว.ศึกษาธิการ แทน แต่อยู่ในตำแหน่งนี้ได้แค่ 9 เดือน ในวันที่ 28 ต.ค. 2555 ก็ถูกปรับออก และส่ง นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา เข้ามากุมบังเหียนในตำแหน่ง เจ้ากระทรวงศึกษาธิการ จนถึงวันนี้

เมื่อเหลียวหลังไปดูตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา “ทีมการศึกษา” ขอฟันธงว่า การเดินเครื่องงานการศึกษาชาติแทบจะเรียกได้ว่า “ย่ำอยู่กับที่” โดยเฉพาะเรื่องของ “การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2” ซึ่งถือเป็น “วาระสำคัญของชาติ” ที่มีการตีกรอบเงื่อนเวลาให้ใครก็ตามที่เข้ามาเป็นรัฐบาล ต้องเร่งดำเนินการปฏิรูปการศึกษาไทยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2552-2561

ทั้งๆที่มี คณะกรรมการกำหนดนโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 หรือที่เรียกกันว่า กนป. ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และยังมี คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 มี รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน แต่นับตั้งแต่ รัฐบาลปู 1 จนถึง รัฐบาลปู 3 การปฏิรูปการศึกษาไทยเหมือนถูก “ใส่เกียร์ว่าง” ยังไม่มีการขับเคลื่อนแม้แต่น้อย

ขณะเดียวกัน กลับมีแต่นโยบายประชานิยมผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด อาทิ โครงการ One table PC per Child หรือการแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนชั้น ป.1 โดยไม่สะทกสะท้านกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมและความคุ้มค่า แต่เมื่อประกาศเป็น “สัญญาประชาคม” ไปแล้วก็ต้องทำ และในที่สุดก็เปิดไฟเขียวขยายการแจกแท็บเล็ตเพิ่มให้กับนักเรียนชั้น ม.1 ในปีการศึกษา 2556

ตามมาด้วย กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ที่แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ก็ดึงเข้าไปมีเอี่ยวด้วยคำบัญชาให้ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ กศน. ที่มีหน่วยงานกระจายอยู่ทุกพื้นที่ รับผิดชอบรับลงทะเบียนสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ซึ่ง กศน.ก็ “จัดให้” ด้วยการเปิด กศน.ตำบลทุกแห่งเป็นหน่วยรับลงทะเบียน จนยอดสมาชิกพุ่งขึ้นทันตาเห็น

การเปิดตัว โครงการกองทุนตั้งตัวได้ ตามนโยบายของรัฐบาล ที่ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการสร้างผู้ประกอบการรายย่อย เตรียมขึ้นแท่นเป็น “เถ้าแก่น้อย” โดยให้นักศึกษาหรือบัณฑิตใหม่ใช้เป็นแหล่งกู้ยืมเงินเพื่อเป็นต้นทุนในการสร้างอาชีพ วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งเชิญนายกรัฐมนตรีมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2555

และล่าสุด เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2555 ก่อนปิดศักราชปีงูใหญ่ มีการเปิดตัว โครงการยกระดับการศึกษาประชาชน จบ ม. 6 ใน 8 เดือนอย่างมีคุณภาพ เพื่อยกระดับการศึกษา “คนรากหญ้า” ให้เรียนจบ ม.6 ใน 8 เดือน

โดยมีมติคณะรัฐมนตรีผ่าน ร่างกฎกระทรวง ว่าด้วยการแบ่งระดับและเทียบระดับการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนที่ยังไม่จบ ม.6 นำความรู้และประสบการณ์มาประเมินเทียบระดับการศึกษาเพื่อให้จบ ม.6 ได้แบบ “ก้าวกระโดด” โดยไม่ต้องเทียบการศึกษาทีละระดับตามรูปแบบเดิม

สุชาติ ธาดาธำรงเวช

ยิ่งเมื่อย้อนไปดูการทำงานของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะในระยะที่ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รับช่วงเข้ามากุมบังเหียนตั้งแต่เมื่อต้นปี สิ่งที่สะท้อนให้เห็นคือ การเดินสายกดปุ่มเปิดงานอีเวนต์ และทัวร์ต่างประเทศ แต่กลับไร้ซึ่งสัญญาณในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2

ภารกิจที่เป็นหน้าที่หลักของกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากจะสร้าง “คนเก่ง” ให้เปี่ยมไปด้วยความรู้ ด้วยการจัดการศึกษาที่ดีและมีคุณภาพแล้ว ยังต้องสร้าง “คนดี” ด้วยการปลูกฝังให้เด็กไทย ซึ่งถือเป็นอนาคตสำคัญของชาติ เพียบพร้อมไปด้วยคุณธรรม จริยธรรม และความซื่อสัตย์ สุจริต ด้วย

แต่น่าเสียดายที่ผู้หลัก ผู้ใหญ่ ในระดับบริหารของกระทรวงศึกษาธิการบางคนที่ควรจะเป็น “ต้นแบบ” ของจริยธรรม กลับมีข่าวที่สะท้อนถึงความไม่โปร่งใส่ออกมาสู่สาธารณะเป็นระยะๆ โดยเฉพาะเรื่องการทุจริตการจัดซื้อครุภัณฑ์ในโครงการปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2 หรือเอสพี 2 และที่น่าเศร้าใจยิ่งไปกว่านั้นคือ การที่เจ้ากระทรวงศึกษาธิการกลับแสดงท่าที “สวนทาง” กับการเดินหน้านำตัวคนกระทำผิดมาลงโทษ

ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือ เป็นครั้งแรกในแวดวงสื่อการศึกษา ที่เจ้ากระทรวงถูกสื่อมวลชนสายการศึกษาเข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้พิจารณาพฤติกรรมและการทำงาน จนในที่สุดก็มีการปรับออกจากคณะรัฐมนตรี

พงศ์เทพ เทพกาญจนา

และแล้วความหวังของการศึกษาชาติเหมือนจะเริ่มจุดประกายขึ้นอีกครั้ง เมื่อ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ถูกส่งมาคุมบังเหียน เจ้ากระทรวงศึกษาธิการ ด้วยความที่เป็นนักกฎหมาย เคยเป็นถึงอดีตผู้พิพากษา และคลุกคลีในแวดวงการศึกษาชาติมาแล้ว จากการเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

แต่การที่ นายพงศ์เทพ นั่งควบรองนายกรัฐมนตรีอีกหนึ่งตำแหน่ง จึงทำให้ถูกตั้งข้อสังเกตว่า การจะหันมาทุ่มเทงานการศึกษาชาติแบบเต็มตัวคงเป็นเรื่องที่ลำบาก

และก็ต้องยอมรับว่า การเดินเครื่องงานการศึกษาชาติ ณ วันนี้ ไม่ใช่เรื่องหมูๆเสียแล้ว เพราะทันทีที่รับตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ นายพงศ์เทพ ก็ถูกรับน้องด้วย ผลการวิจัยการจัดอันดับความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษ ในกลุ่มประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ จำนวน 54 ประเทศ ของ บริษัทเอดูเคชั่น เฟิร์สต์ ที่ระบุว่า ไทยรั้งอันดับ 53 ซึ่งเป็นตำแหน่ง “รองบ๊วย” ประเทศที่มีความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษต่ำที่สุด

ตอกย้ำอีกระลอกด้วยผลการจัดอันดับประเทศที่มีการพัฒนาทางการศึกษา จัดทำโดย หน่วยข่าวกรองเศรษฐศาสตร์ หรือ อีไอยู ของ เพียร์สัน บริษัทด้านการศึกษาและธุรกิจสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ สัญชาติอังกฤษ ที่ออกมาเผยข้อมูลเมื่อเดือน พ.ย.2555 ระบุว่า ประเทศไทย

รั้งอันดับที่ 37 จากการจัดอันดับทั้งหมด 40 ประเทศ ในขณะที่ฟินแลนด์ครองอันดับ 1 เกาหลีใต้ รั้งอันดับ 2 ตามติดมาด้วย ฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์

และปิดฉากปีงูใหญ่แบบหนักหนาสาหัส ชนิดอึ้ง! กันไปทั้งวงการศึกษา ด้วย ผลวิจัยการศึกษาแนวโน้มการจัดการศึกษาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ พ.ศ. 2554 หรือ TIMSS 2011 จัดโดย The International Association for the Evaluation of Educational Achievement หรือ IEA ที่ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ สสวท. ออกมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2555

ผลวิจัย Timss ระบุว่า ในระดับชั้นประถมศึกษาซึ่งเป็นการประเมินเด็ก ป.4 พบว่า วิชาคณิตศาสตร์ของเด็กไทยอยู่ในอันดับที่ 34 จาก 52 ประเทศที่ร่วมประเมิน ถูกจัดอันดับอยู่ใน “กลุ่มแย่” ส่วนวิทยาศาสตร์ อยู่ในอันดับที่ 29 ถูกจัดอยู่ใน “กลุ่มพอใช้”

ขณะที่ระดับมัธยมศึกษา ซึ่งประเมินเด็ก ม.2 พบว่า วิทยาศาสตร์จัดอยู่ในอันดับที่ 25 และคณิตศาสตร์ อยู่ในอันดับที่ 28 จาก 45 ประเทศ ถูกจัดอันดับให้อยู่ใน “กลุ่มแย่” ทั้ง 2 วิชา และที่น่าตกใจกว่านั้นคือคะแนนเฉลี่ยตกฮวบฮาบ จากการประเมินเมื่อปี 2007

แต่ท่ามกลางความน่าวิตกชนิดที่เรียกว่าอกสั่นขวัญกระเจิง ยังมีเรื่องที่น่ายินดี และเปรียบเสมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์คือ การที่นายพงศ์เทพ ในฐานะเจ้ากระทรวงศึกษาธิการออกมายอมรับผลการประเมินที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ และถึงขั้นประกาศ “ปฏิรูปหลักสูตร” ทั้งระบบ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย

“ทีมการศึกษา” อยากจะบอกพร้อมกับฝากความหวังว่า ท่ามกลางสารพัดเรื่องที่น่าวิตก การส่งสัญญาณด้วยการยอมรับในความอ่อนด้อยในงานการศึกษาชาติของเจ้ากระทรวงศึกษาธิการ น่าจะเป็นการเดินมาถูกทาง เพราะหมดเวลาแล้วที่จะออกมา “แก้ตัว” ว่าสาเหตุที่การศึกษาของเด็กไทย “ตกต่ำ” ขนาดนี้ เป็นเพราะเกณฑ์ประเมินของต่างชาติมาตรฐานสูงเกินไป เพราะขาดแคลนงบประมาณ หรือมาจากการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีบ่อยๆ จนนำไปสู่นโยบายด้านการศึกษาที่ไม่ต่อเนื่อง

หมดยุคแล้วที่จะมัวแต่มา “โยนกลอง” กันไปมาว่าใครเป็น “คนผิด”???

แต่ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายในสังคม ควรจะออกมาร่วมด้วยช่วยกัน “แก้ไข” เพื่อคุณภาพการศึกษาที่ดีของเด็กไทย ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นลูกหลานของเราทุกคน

จากวันนี้เหลือเวลาอีกเพียง 3 ปี ประเทศไทยก็จะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเต็มตัว ในปี 2558 สิ่งที่ต้องเร่งเครื่องคือการเตรียมความพร้อมให้กับเด็กไทย เพราะคงไม่มีใครปฏิเสธว่าการศึกษาเป็นส่วนสำคัญในการสร้างคน อันจะนำมาซึ่งความเข้มแข็ง และความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของอาเซียน รวมไปถึงเศรษฐกิจโลก

แต่หากยังปล่อยให้ปัญหาการศึกษา เป็น “มะเร็งร้าย” ที่กัดกร่อนคุณภาพเด็กไทยต่อไป โดยที่ไม่ช่วยกันแก้ไขแล้ว มาตรฐานการศึกษาไทยคงรอนับเวลาปิดฝาโลงแน่นอน

ที่ผ่านมาทุกรัฐบาลมักจะประกาศเสมอว่างานการศึกษาคือเรื่องที่ “ปลอดการเมือง” แต่ในที่สุดคำประกาศครั้งแล้วครั้งเล่าก็เป็นได้แค่เพียง “ลมปาก” ที่สร้างความผิดหวังซ้ำซาก

ณ วันนี้ วันที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ปี 2556

คำถามที่ค้างคาในใจคนไทยส่วนใหญ่ที่อยากส่งต่อถึงรัฐบาล คงไม่ต่างกันคือ ถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลจะมีความจริงใจและจริงจัง นำพา “การศึกษาไทย” ก้าวข้ามวาระซ่อนเร้นทาง “การเมือง” เพื่อสร้างรากฐานของประเทศให้มั่นคงและยั่งยืน

อย่าปล่อยให้เด็กไทย “เสียโอกาสทอง” ด้วยการอยู่อย่างไร้ความหวังอีกเลย!!!

ทีมการศึกษา

ที่มา ไทยรัฐ วันที่ 31 ธันวาคม 2555
ขอขอบคุณ:http://www.kroobannok.com/55389

10อันดับการศึกษาโลก

มหาลัยโลก
อันดับที่ 10 อันดับมหาวิทยาลัยโลก

ข่าวอันดับมหาวิทยาลัยโลกได้รับความสนใจอย่างสม่ำเสมอมาทุกปี ในปี 2012 ก็เช่นเดียวกัน โดยเมื่อต้นปี Times Higher Education ได้เปิดเผย TIMES ประกาศผลอันดับม.โลกด้านความมีชื่อเสียง 2012 ! ออกมาให้ได้ชมกัน หลังจากนั้นไม่นานสำนักจัดอันดับชื่อดังแห่งสหรัฐอเมริกาอย่าง US News ก็ได้ประกาศผลอันดับมหาวิทยาลัยทั้งปริญญาตรี บัณฑิตศึกษา และหลักสูตรออนไลน์ออกมาให้ได้ชมกัน US News ประกาศผล”มหา’ลัยป.โท-เอก” สหรัฐฯยอดเยี่ยม 2013 นอกจากนี้สำนกจัดอันดับเพื่อนบ้านที่อังกฤษอย่าง QS ประกาศผล “สุดยอดเมืองสำหรับนักเรียน” 2012 ให้ได้รู้จักเมืองที่เหมาะกับการอาศัยอยู่และเที่ยวของนักเรียนนานาชาติ อีกทั้งกลางปี เป็นที่น่ายินดียิ่งกับสายนิเทศศาสตร์ (รวมถึงสายอักษรศาสตร์) ของจุฬาฯ ที่ติดอันดับโลกของ QS ประจำปี 2012 ครับ นิเทศ จุฬาฯ เจ๋ง ติดสุดยอดม.โลก ด้านนิเทศศาสตร์ ! เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน QS ก็ได้ส่ง สิ้นสุดการรอคอย อันดับมหา’ลัยโลก ปี 2012 โดย QS ให้นักเรียนนานาชาติได้รู้กันว่ามีมหาวิทยาลัยใดของโลกที่มีคุณภาพในเวทีนานาชาติกันบ้าง และส่ง อันดับมหาวิทยาลัยไทยในเวทีโลกของ QS World Rankings 2012-2013 ให้คนไทยได้รู้จักมหาวิทยาลัยไทยที่ติดอันดับโลกกันครับ นอกจากนี้ยังมีข่าวเด็ดๆจากนโยบายการเพิ่มมาตรฐานคุณภาพทางวิชาการของมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรในข่าว มหาวิทยาลัยอังกฤษท้าทายการจัดอันดับโลกของ QS และส่งท้ายปีกันด้วยข่าวที่น่ายินดีของ บางมดเจ๋ง ! ติดอันดับมหาวิทยาลัยโลก 2012 ครับ

แนวข้อสอบกลางภาค1

lab9.2

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1

แบบประเมินผลตนเองก่อนเรียนและหลังเรียนชุดที่ 1

ผลการเรียนรู้ รายวิชาเคมี4 (ว30224)
1.ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมีกับการถ่ายโอนอิเล็กตรอน ระบุปฏิกิริยารีดอกซ์ได้ สามารถเขียนสมการรีดักชัน –ออกซิเดชัน ระบุตัวให้และรับอิเล็กตรอน เปรียบเทียบความสามารถในการให้ – รับอิเล็กตรอน
2. ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดุลสมการรีดอกซ์ สามารถดุลสมการรีดอกซ์ได้ โดยวิธีใช้เลขออกซิเดชันและวิธีใช้ครึ่งปฏิกิริยา
3. ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจหลักการของเซลล์กัลวานิกและเกิดทักษะจากการทดลองศึกษาการถ่ายโอนอิเล็กตรอนในเซลล์สามารถเขียนสมการแสดงปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นที่ขั้วแคโทด แอโนดได้ เขียนแผนภาพเซลล์และตีความหมายจากแผนภาพเซลล์ได้ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของครึ่งเซลล์ สามารถหาค่าการศักย์ไฟฟ้าของเซลล์ จากค่าศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของครึ่งเซลล์ได้
4. ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเซลล์กัลวานิกและการประยุกต์ใช้เซลล์กัลวานิกในชีวิตประจำวัน ได้แก่ เซลล์ปฐมภูมิและเซลล์ทุติยภูมิประเภทต่างๆโดยสามารถระบุขั้วและปฏิกิริยาในเซลล์แต่ละชนิดได้
5. ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการของเซลล์อิเล็กโตรไลต์ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ หาค่าศักย์ไฟฟ้าของเซลล์และประโยชน์ของเซลล์อิเล็กโตรไลต์ในด้านต่างๆเช่นแยกสารละลายด้วยไฟฟ้า การชุบโลหะ การทำโลหะให้บริสุทธิ์ ระบุผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นที่ขั้ว แคโทดและแอโนดได้
6. ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในการนำหลักการของเซลล์ไฟฟ้าเคมีไปพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆเช่น การป้องกันการสึกกร่อนของโลหะด้วยวิธีต่างๆ การผลิตโลหะอลูมิเนียม การผลิตโลหะวแมกนีเซียม แบตเตอรี่อิเล็กโตรไลต์แข็ง แบตเตอรี่อากาศ
7. ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในหลักการถลุงแร่ในอุตสาหกรรม และทราบถึงประโยชน์คุณค่าของแร่ดีบุก ทองแดง พลวง สังกะสี แคดเมียม แทนทาลัม ไนโอเบียม และเซอร์โคเมียม
8. ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ และขั้นตอนการผลิตเซรามิกซ์ แก้ว และปูนซีเมนต์
9. ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจหลักการการผลิตโซเดียมคลอไรด์ และการนำเกลือโซเดียมคลอไรด์ไปใช้ประโยชน์ในการผลิตโซเดียมไฮดรอกไซด์ แก๊สคลอรีน โซดาแอซ และการนำผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ
10. ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการผลิตปุ๋ยเคมีประเภทต่างๆ
11. ผู้เรียนตระหนักและสามารถระบุผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยีต่างๆในอุตสาหกรรมไฟฟ้าเคมีที่มีต่อสิ่งแวดล้อม มีจิตสำนึกที่จะใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและมีแนวคิดในการหาทางป้องกันหรือลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งสามารถเผยแพร่ต่อชุมชนได้

วันฮาโลวีน

วันนี้ที่โรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัยจัดงานวันฮาโลวีนจึงขอสืบค้นประวัติมาเล่าให้ฟัง….
วันฮาโลวีน (ภาษาอังกฤษ ; Halloween) เป็นงานฉลองในคืนวันที่ 31 ตุลาคม ประเทศทางตะวันตก เด็กๆ จะแต่งกายเป็นภูตผีปีศาจพากันชักชวนเพื่อนฝูงออกไปงานฉลอง มีการประดับประดาแสงไฟ และที่สำคัญคือแกะสลักฟักทองเป็นโคมไฟ เรียกว่า แจ๊ก-โอ’-แลนเทิร์น (jack-o’-lantern)
การฉลองวันฮาโลวีนนิยมจัดกันในสหรัฐอเมริกา ไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร แคนาดา และยังมีในออสเตรเลีย กับนิวซีแลนด์ด้วย รวมถึงประเทศอื่นในทวีปยุโรปก็นิยมจัดงานวันฮาโลวีนเพื่อความสนุกสนาน

ประวัติวันที่ 31 ต.ค. เป็นวันที่ชาว เคลต์ (Celt) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในไอร์แลนด์ ถือกันว่า เป็นวันสิ้นสุดของฤดูร้อน และวันต่อมา คือ วันที่ 1 พ.ย. เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งในวันที่ 31 ต.ค. นี่เองที่ชาวเคลต์เชื่อว่า เป็นวันที่มิติคนตาย และคนเป็นจะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตในปีที่ผ่านมาจะเที่ยวหาร่างของคนเป็นเพื่อสิงสู่ เพื่อที่จะได้มีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เดือดร้อนถึงคนเป็น ต้องหาทุกวิถีทางที่จะไม่ให้วิญญาณมาสิงสู่ร่างตน ชาวเคลต์จึงปิดไฟทุกดวงในบ้าน ให้อากาศหนาวเย็น และไม่เป็นที่พึงปรารถนาของบรรดาผีร้าย นอกจากนี้ยังพยายามแต่งกายให้แปลกประหลาด ปลอมตัวเป็นผีร้าย และส่งเสียงดังอึกทึก เพื่อให้ผีตัวจริงตกใจหนีหายสาบสูญไป

โคมรูปฟักทอง แจ๊ก-โอ’-แลนเทิร์นบางตำนานยังเล่าถึงขนาดว่า มีการเผา “คนที่คิดว่าถูกผีร้ายสิง” เป็นการเชือดไก่ให้ผีกลัวอีกต่างหาก แต่นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนคริสตกาล ที่ความคิดเรื่องผีสางยังฝังรากลึกในจิตใจมนุษย์ ต่อมาในศตวรรษแรกแห่งคริสตกาล ชาวโรมันรับประเพณีฮาโลวีนมาจากชาวเคลต์แต่ได้ตัดการเผาร่างคนที่ถูกผีสิงออก เปลี่ยนเป็นการเผาหุ่นแทน กาลเวลาผ่านไป ความเชื่อเรื่องผีจะสิงสูร่างมนุษย์เสื่อมถอยลงตามลำดับ ฮาโลวีนกลายเป็นเพียงพิธีการ การแต่งตัวเป็นผี แม่มด สัตว์ประหลาดตามแต่จะสร้างสรรค์กันไป ประเพณีฮาโลวีนเดินทางมาถึงอเมริกาในทศวรรษที่ 1840 โดยชาวไอริชที่อพยพมายังอเมริกา สำหรับประเพณี ทริกออร์ทรีต (Trick or Treat แปลว่า หลอกหรือเลี้ยง) นั้น เริ่มขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยชาวยุโรป ซึ่งถือว่า วันที่ 2 พ.ย. เป็นวัน ‘All Souls’ พวกเขาจะเดินร้องขอ ‘ขนมสำหรับวิญญาณ’ (soul cake) จากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง โดยเชื่อว่า ยิ่งให้ขนมเค้กมากเท่าไร วิญญาณของญาติผู้บริจาคก็ได้รับผลบุญ ทำให้มีโอกาสขึ้นสวรรค์ได้มากเท่านั้น

การเล่น trick or treat ตามบ้านคนส่วนตำนานที่เกี่ยวกับฟักทองนั้น เป็นตำนานพื้นบ้านของชาวไอริช ที่กล่าวถึง แจ๊คจอมตืด ซึ่งเป็นนักเล่นกลจอมขี้เมา วันหนึ่งเขาหลอกล่อปีศาจขึ้นไปบนต้นไม้ และเขียนกากบาทไว้ที่โคนต้นไม้ ทำให้ปีศาจลงมาไม่ได้ จากนั้นเขาได้ทำข้อตกลงกับปีศาจ ‘ห้ามนำสิ่งไม่ดีมาหลอกล่อเขาอีก’ แล้วเขาจะปล่อยปีศาจลงจากต้นไม้ เมื่อแจ็คตายลง เขาปฏิเสธที่จะขึ้นสวรรค์ ขณะเดียวกันปฏิเสธที่จะลงนรก ปีศาจจึงให้ถ่านที่กำลังคุแก่เขา เพื่อเอาไว้ปัดเป่าความหนาวเย็นท่ามกลางความมืดมิด และแจ็คได้นำถ่านนี้ใส่ไว้ในหัวผักกาดเทอนิพที่ถูกเจาะให้กลวง เพื่อให้ไฟลุกโชติช่วงได้นานขึ้น ชาวไอริชจึงแกะสลักหัวผักกาดเทอนิพ และใส่ไฟในด้านใน อันเป็นอีกสัญลักษณ์ของวันฮาโลวีน เพื่อระลึกถึง ‘การหยุดยั้งความชั่ว’ Trick or Treat เพื่อส่งผลบุญให้กับญาติผู้ล่วงลับ และพิธีทางศาสนาเพื่อทำบุญวันปีใหม่ แต่เมื่อมีการฉลองฮาโลวีนในสหรัฐอเมริกา ชาวอเมริกาพบว่า ฟักทองหาง่ายกว่าหัวผักกาดมาก จึงเปลี่ยนมาใช้ฟักทองแทน หัวผักกาดจึงกลายเป็นฟักทองด้วยเหตุผลฉะนี้

ประเพณีทริกออร์ทรีต ในสหรัฐอเมริกาคือการละเล่นอย่างหนึ่งที่เด็ก ๆ เฝ้ารอคอย ในวันฮาโลวีนตามบ้านเรือนจะตกแต่งด้วยโคมไฟฟักทองและตุ๊กตาหุ่นฟางที่เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลประเพณีเก็บเกี่ยว (Harvest) ในช่วงเดียวกันนั้น แต่ละบ้านจะเตรียมขนมหวานที่ทำเป็นรูปเม็ดข้าวโพดสีขาวเหลืองส้มในเม็ดเดียวกัน เรียกว่า Corn Candy และขนมอื่นๆไว้เตรียมคอยท่า ส่วนเด็กๆ ในละแวกบ้านก็จะแต่งตัวแฟนซีเป็นภูตผีมาเคาะตามประตูบ้าน โดยเน้นบ้านที่มีโคมไฟฟักทองประดับ (เพราะมีความหมายโดยนัยว่าต้อนรับพวกเขา) พร้อมกับถามว่า “Trick or treat?” เจ้าของบ้านมีสิทธิที่จะตอบ treat ด้วยการยอมแพ้ มอบขนมหวานให้ภูตผี(เด็ก)เหล่านั้น ราวกับว่าช่างน่ากลัวเหลือเกิน หรือเลือกตอบ trick เพื่อท้าทายให้ภูตผีเหล่านั้นอาละวาด ซึ่งก็อาจเป็นอะไรได้ ตั้งแต่แลบลิ้นปลิ้นตาหลอกหลอน ไปจนถึงขั้นทำลายข้าวของเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วอาจจบลงด้วยการ treat เด็ก ๆ ได้ขนมในที่สุด

ที่มา:http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AE%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%99

23 ตุลาคม วันปิยมหาราช

วันนี้วันปิยมหาราชเป็นวันหยุดราชการของไทยอีกวันหนึ่งและมีการวางพวงมาลาดอกไม้สักการะ และถวายบังคมที่พระบรมรูปทรงม้า เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดิฉันก็เป็นคนไทยคนหนึ่งที่ต้องระลึกถึงจึงนำความรู้จากกระปุกดอทคอมมาเผยแพร่ต่อ

This slideshow requires JavaScript.


พระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 คือ การประกาศเลิกทาส ทำให้ปวงชนชาวไทยได้เป็นไทมาจวบจนทุกวันนี้

ในรัชสมัยของพระองค์ สยามประเทศได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สร้างความวัฒนาให้กับชาติเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น การไฟฟ้า การไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ ฯลฯ ด้วยพระราชกรณียกิจที่ยังความผาสุกให้เกิดแก่ประชาชน ทวยราษฎร์ทั้งปวงจึงน้อมใจแสดงความจงรักภักดี ด้วยการถวายพระนามว่า “พระปิยมหาราช” หรือพระพุทธเจ้าหลวง และกำหนดให้ทุกวันที่ 23 ตุลาคม เป็น วันปิยมหาราช

ความเป็นมาของ วันปิยมหาราชรัชกาลที่ 5

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2453 ได้เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความเศร้าโศกให้กับประเทศไทยครั้งใหญ่หลวง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงประชวรเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นกษัตริย์ที่เป็นที่เคารพรักของทวยราษฎร์ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอเนกประการ ทั้งในการปกครองบ้านเมือง และพระราชทานความร่มเย็นเป็นสุขแก่ชนทุกหมู่เหล่า

ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทางราชการได้ประกาศให้วันที่ 23 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นวันที่ระลึกสำคัญของชาติเรียกว่า “วันปิยมหาราช” และกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการ

เจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยซึ่งต่อมาเป็น “กรุงเทพมหานคร” ร่วมด้วยกระทรวงวัง ซึ่งต่อมาเป็น “สำนักพระราชวัง” ได้จัดตกแต่งพระบรมราชานุสาวรีย์ ตั้งราชวัติฉัตร 5 ชั้น ประดับโคมไฟ ทอดเครื่องราชสักการะที่หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน

พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล วันปิยมหาราช ครั้งแรกเกิดขึ้นถัดจากปีที่ได้ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานถวายแล้วเสด็จฯ ไปถวายพวงมาลา ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะที่พระบรมราชานุสาวรีย์

พระราชประวัติรัชกาลที่ 5

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ พระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2396 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระนางเจ้าฟ้ารำเพยภมราภิรมย์ (สมเด็จพระเทพศิรินทรา พระบรมราชินี) เมื่อพระชนมายุได้ 9 พรรษา ทรงได้รับสถาปนาขึ้นเป็น “กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรลังกาศ” ต่อมาเมื่อพระชนมายุได้ 13 พรรษา ทรงได้รับสถาปนาขึ้นเป็น “กรมขุนพินิตประชานาถ” บรมราชาภิเษกครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2411 ทรงพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”

เนื่องจากขณะนั้นมีพระชันษาเพียง 16 ปี ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ สมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) จึงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และสถาปนากรมหมื่นบวรวิชัยชาญ พระโอรสองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญพระมหาอุปราช

ระหว่างที่สมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการอยู่นั้น สมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ก็ทรงใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาเป็นอันมาก เช่น โบราณราชประเพณี รัฐประศาสน์ โบราณคดี ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษ วิชาปืนไฟ วิชามวยปล้ำ วิชากระบี่กระบอง และวิชาวิศวกรรม

ในตอนนี้ยังได้เสด็จประพาสสิงคโปร์และชวา 2 ครั้ง เสด็จประพาสอินเดีย 1 ครั้ง การเสด็จประพาสนี้มิใช่เพื่อสำราญพระราชหฤทัย แต่เพื่อทอดพระเนตรแบบแผนการปกครองที่ชาวยุโรปนำมาใช้ปกครองเมืองขึ้นของตน เพื่อจะได้นำมาแก้ไขการปกครองของไทยให้เหมาะสมแก่สมัยยิ่งขึ้น ตลอดจนการแต่งตัว การตัดผม การเข้าเฝ้าในพระราชฐานก็ใช้ยืน และนั่งตามโอกาสสมควร ไม่จำเป็นต้องหมอบคลานเหมือนแต่ก่อน

เมื่อพระชนมายุบรรลุพระราชนิติภาวะ ได้ทรงผนวชเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แล้วจึงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 และนับจากนั้นมาก็ทรงพระราชอำนาจเด็ดขาดในการบริหารราชการแผ่นดิน

ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติ ทรงปกครองทำนุบำรุงพระราชอาณาจักรให้มั่งคั่งสมบูรณ์ ดัวยรัฐสมบัติ พิทักษ์พสกนิกรให้อยู่เย็นเป็นสุข บำบัดภัยอันตรายทั้งภายในภายนอกประเทศ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจต่างๆ อันก่อให้เกิดคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ และสามารถธำรงเอกราชไว้ตราบจนทุกวันนี้

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2453 รวมพระชนมายุได้ 58 พรรษา ครองราชสมบัติมานานถึง 42 ปี

พระราชกรณียกิจที่สำคัญในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อาทิเช่น

1.การเลิกทาส

เป็นพระราชกรณียกิจอันสำคัญยิ่ง ที่ทำให้พระองค์ทรงได้รับพระสมัญญาว่า “สมเด็จพระปิยมหาราช”
ด้วยพระองค์ทรงเห็นว่า มีทาสในแผ่นดินเป็นจำนวนมาก และลูกทาสในเรือนเบี้ยจะสืบต่อการเป็นทาสไปจนรุ่นลูกรุ่นหลานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าไม่มีเงินมาไถ่ตัวเองแล้ว ต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต พระองค์จึงทรงมีพระทัยแน่วแน่ว่า จะต้องเลิกทาสให้สำเร็จ แม้จะเป็นเรื่องยากลำบาก เพราะทาสมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ อีกทั้งเจ้านายที่เป็นใหญ่ในสมัยนั้นมักมีข้ารับใช้ เมื่อไม่มีทาส บุคคลเหล่านี้อาจจะไม่พอใจและก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นเหมือนกับที่เกิดขึ้นในต่างประเทศมาแล้ว

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ จึงตราพระราชบัญญัติขึ้น เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2417 ให้มีผลย้อนหลังไปถึงปีที่พระองค์เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ มีบัญญัติว่า ลูกทาสซึ่งเกิดเมื่อปีมะโรง พ.ศ.2411 ให้มีสิทธิได้ลดค่าตัวทุกปี และพอครบอายุ 21 ปีก็ให้ขาดจากความเป็นทาสทั้งชายและหญิง จากนั้นใน พ.ศ.2448 จึงได้ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสที่แท้จริงขึ้น เรียกว่า “พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124” (พ.ศ.2448) เลิกลูกทาสในเรือนเบี้ยอย่างเด็ดขาด เด็กที่เกิดจากทาส ไม่ต้องเป็นทาสอีกต่อไป และการซื้อขายทาสเป็นโทษทางอาญา ส่วนผู้ที่เป็นทาสอยู่แล้ว ให้นายเงินลดค่าตัวให้เดือนละ 4 บาท จนกว่าจะหมด

ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่าน ในเวลาเพียง 30 ปีเศษ ทาสในเมืองไทยก็หมดไปโดยไม่เกิดการนองเลือดเหมือนกับประเทศอื่นๆ

2.การปฏิรูประบบราชการ

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราระเบียบการปกครองขึ้นใหม่ แยกหน่วยราชการออกเป็นกรมกองต่างๆ มีหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะไม่ก้าวก่ายกัน จากเดิมมี 6 กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงลาโหม, กระทรวงนครบาล, กระทรวงวัง, กระทรวงการคลัง และกระทรวงเกษตราธิการ ได้เพิ่มอีก 4 กระทรวง รวมเป็น 10 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงธรรมการ มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับกิจการของพระสงฆ์ และการศึกษา, กระทรวงยุติธรรม มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับคดีความที่ต้องตัดสินต่างๆ , กระทรวงโยธาธิการ มีหน้าที่ดูแลตรวจตราการก่อสร้าง การทำถนน ขุดลอกคูคลอง งานที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง และกระทรวงการต่างประเทศ มีหน้าที่ดูแลงานที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศ

3.การสาธารณูปโภค

การประปา ทรงให้กักเก็บน้ำจากแม่น้ำเชียงรากน้อย จังหวัดปทุมธานี และขุดคลองเพื่อส่งน้ำเข้ามายังสามเสน พร้อมทั้งฝังท่อเอกติดตั้งอุปกรณ์สำหรับการทำน้ำประปาขึ้นในเดือน กรกฎาคม พ.ศ.2452

การคมนาคม วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปขุดดินก่อพระฤกษ์ เพื่อประเดิมการสร้างทางรถไฟไปนครราชสีมา แต่ทรงเปิดทางรถไฟกรุงเทพฯ-พระนครศรีอยุธยาก่อน จึงนับว่าเส้นทางรถไฟสายนี้เป็นทางรถไฟแห่งแรกของไทย

นอกจากนี้ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพาน และถนนอีกมากมาย คือ ถนนเยาวราช ถนนราชดำเนินกลาง ถนนราชดำเนินนอก ถนนดินสอ ถนนบูรพา ถนนอุณากรรณ เป็นต้น และโปรดให้ขุดคลองต่างๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางคมนาคม และส่งเสริมการเพาะปลูก

การสาธารณสุขเนื่องจากการรักษาแบบยากลางบ้านไม่สามารถช่วยคนได้อย่างทันท่วงที จึงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 200 ชั่ง โปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงพยาบาลวังหลัง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงพยาบาลศิริราช” เปิดทำการรักษาประชาชนเป็นครั้งแรกเมื่อ 26 เมษายน พ.ศ.2431

การไฟฟ้า พระองค์ทรงมอบหมายให้กรมหมื่นไวยวรนาถ เป็นแม่งานในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับประชาชนครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2433

การไปรษณีย์ โปรดให้เริ่มจัดขึ้นในปี พ.ศ.2424 รวมอยู่ในกรมโทรเลข ซึ่งได้จัดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2412 โดยโทรเลขสายแรกคือ ระหว่างจังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร) กับจังหวัดสมุทรปราการ

4.การเสด็จประพาส

การเสด็จประพาสเป็นพระราชกรณียกิจที่สำคัญอันหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยหลังจากเกิดกรณีพิพาทกับฝรั่งเศสแล้ว ก็ได้เสด็จประพาสยุโรป 2 ครั้ง ในปี พ.ศ.2440 ครั้งหนึ่ง และในปี พ.ศ. 2450 อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ ในยุโรป ตลอดจนประเทศฝรั่งเศสด้วย อีกทั้งยังได้ทรงเลือกสรรเอาแบบแผนขนบธรรมเนียมอันดีในดินแดนเหล่านั้นมาปรับปรุงในประเทศให้เจริญขึ้น

ในการเสด็จประพาสครั้งแรกนี้ ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขาตลอดระยะทางถึงสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีพระบรมราชินีนาถ (ซึ่งต่อมาได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชเทวี) ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน พระราชหัตถเลขานี้ต่อมาได้รวมเป็นหนังสือเล่มชื่อ “พระราชนิพนธ์เรื่องไกลบ้าน” ให้ความรู้อย่างมากมายเกี่ยวแก่สถานที่ต่างๆ ที่เสด็จไป

ส่วนภายในประเทศ ก็ทรงถือว่าการเสด็จประพาสในที่ต่างๆ เป็นการตรวจตราสารทุกข์สุขดิบของราษฎรได้เป็นอย่างดี พระองค์จึงได้ทรงปลอมแปลงพระองค์ไปกับเจ้านายและข้าราชการ โดยเสด็จฯ ทางเรือมาดแจวไปตามแม่น้ำลำคลองต่างๆ เพื่อแวะเยี่ยมเยียนตามบ้านราษฎร ซึ่งเรียกกันว่า “ประพาสต้น” ซึ่งได้เสด็จ 2 ครั้ง คือในปี พ.ศ.2447 และในปี พ.ศ.2449 อีกครั้งหนึ่ง

5.การศึกษา

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นความสำคัญของการศึกษา จึงโปรดให้สร้างโรงเรียนหลวงขึ้นในพระบรมมหาราชวัง คือ “โรงเรียนนายทหารมหาดเล็ก” ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ” ต่อมาโปรดให้ตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรขึ้นเป็นแห่งแรก คือ “โรงเรียนวัดมหรรณพาราม” และในที่สุดได้โปรดให้จัดตั้งกระทรวงธรรมการขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2435 (ปัจจุบันคือกระทรวงศึกษาธิการ) เพื่อดูแลเรื่องการศึกษาและการศาสนา

6.การปกป้องประเทศจากการสงครามและเสียดินแดน

เนื่องจากลัทธิจักรวรรดินิยมได้แผ่อิทธิพลเข้ามาตั้งแต่ปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้ปรีชาสามารถอย่างสุดพระกำลังที่จะรักษาประเทศชาติให้รอดพ้นจากวิกฤติการณ์ ถึงแม้ว่าจะต้องสูญเสียดินแดนบางส่วนไปก็ตาม โดยดินแดนที่ต้องเสียให้กับต่างชาติ ได้แก่

พ.ศ.2431 เสียดินแดนในแคว้นสิบสองจุไทย
พ.ศ.2436 เสียดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ให้ฝรั่งเศส และฝรั่งเศสยึดเมืองจันทบุรีไว้
พ.ศ.2447 เสียดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส เพื่อแลกกับเมืองจันทบุรี แต่ฝรั่งเศสได้ยึดตราดไว้แทน
พ.ศ.2449 เสียดินแดนที่เมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ให้ฝรั่งเศส เพื่อแลกกับตราด และเกาะทั้งหลาย แต่การเสียดินแดนครั้งสุดท้ายนี้ไทยก็ได้ประโยชน์อยู่บ้าง คือฝรั่งเศสยอมยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ยอมให้ศาลไทยมีสิทธิที่จะชำระคดีใดๆ ที่เกิดขึ้นแก่ชาวฝรั่งเศส ไม่ต้องไปขึ้นศาลกงสุลเหมือนแต่ก่อน

ส่วนทางด้านอังกฤษ ประเทศไทยได้เปิดการเจรจากับรัฐบาลอังกฤษ รวมถึงเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตด้วย ใน พ.ศ.2454 อังกฤษจึงยอมตกลงให้ชาวอังกฤษ หรือคนในบังคับอังกฤษมาขึ้นศาลไทย และยอมให้ไทยกู้เงินจากอังกฤษ เพื่อนำมาใช้สร้างทางรถไฟสายใต้จากกรุงเทพฯ ถึงสิงคโปร์ เพื่อตอบแทนประโยชน์ที่อังกฤษเอื้อเฟื้อ ทางฝ่ายไทยยอมยกรัฐกลันตัน ตรังกานูและไทยบุรี ให้แก่สหรัฐมลายูของอังกฤษ

ลำดับเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น

พ.ศ.2411 เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ

พ.ศ.2412 ทรงโปรดเกล้าให้สร้างวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลของพระองค์

พ.ศ.2413 เสด็จประพาสสิงคโปร์และชวา, โปรดฯ ให้ยกเลิกการไว้ผมทรงมหาดไทย

พ.ศ.2415 ทรงปรับปรุงการทหารครั้งใหญ่, โปรดให้ใช้เสื้อราชปะแตน, โปรดให้สร้างโรงเรียนหลวงสอนภาษาอังกฤษแห่งแรกขึ้นในพระบรมหาราชวัง

พ.ศ.2416 ทรงออกผนวชตามโบราณราชประเพณี, โปรดให้เลิกประเพณีหมอบคลานในเวลาเข้าเฝ้า

พ.ศ.2417 โปรดให้สร้างสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน, ตั้งโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง (ปัจจุบันคือ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย) และให้ใช้อัฐกระดาษแทนเหรียญทองแดง

พ.ศ.2424 เริ่มทดลองใช้โทรศัพท์ครั้งแรก เป็นสายระหว่างกรุงเทพฯ–สมุทรปราการ, สมโภชพระนครครบ 100 ปี มีการฉลอง 7 คืน 7 วัน

พ.ศ.2426 โปรดให้ตั้งกรมไปรษณีย์ เริ่มบริการไปรษณีย์ในพระนคร, ตั้งกรมโทรเลข และเกิดสงครามปราบฮ่อครั้งที่ 2

พ.ศ.2427 โปรดฯ ให้ตั้งโรงเรียนราษฎร์ทั่วไปตามวัด โรงเรียนแห่งแรกคือ โรงเรียนวัดมหรรณพาราม

พ.ศ.2429 โปรดฯ ให้เลิกตำแหน่งมหาอุปราช ทรงประกาศตั้งตำแหน่งมกุฏราชกุมารขึ้นแทน

พ.ศ.2431 เสียดินแดนแคว้นสิบสองจุไทให้แก่ฝรั่งเศส, เริ่มการทดลองปกครองส่วนกลางใหม่, เปิดโรงพยาบาลศิริราช, โปรดฯให้เลิกรัตนโกสินทร์ศก โดยใช้พุทธศักราชแทน

พ.ศ.2434 ตั้งกระทรวงยุติธรรม, ตั้งกรมรถไฟ เริ่มก่อสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพ-นครราชสีมา

พ.ศ.2436 ทรงเปิดเดินรถไฟสายเอกชน ระหว่างกรุงเทพฯ-ปากน้ำ, กำเนิดสภาอุนาโลมแดง (สภากาชาดไทย)

พ.ศ.2440 ทรงเสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรก

พ.ศ.2445 เสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส

พ.ศ.2448 ตราพระราชบัญญัติยกเลิกการมีทาสโดยสิ้นเชิง

พ.ศ.2451 เปิดพระบรมรูปทรงม้า

พ.ศ.2453 เสด็จสวรรคต

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมวงศานุวงศ์ข้าราชการ พ่อค้า คหบดี ปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าผู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ได้ร่วมใจกันรวบรวมเงินจัดสร้างอนุสาวรีย์ถวายเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช ผู้ทรงสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม และเนื่องในมหามงคลสมัยที่ทรงครองราชย์นานถึง 40 ปี

พระบรมรูปทรงม้า หล่อด้วยโลหะชนิดทองบรอนซ์ พระองค์ใหญ่กว่าขนาดจริงเล็กน้อย ประดิษฐานบนแท่นหินอ่อนอันเป็นแท่นรองสูงประมาณ 6 เมตร กว้าง 2 เมตรครึ่ง ยาว 5 เมตร ห่างจากฐานของแท่นออกมามีรั้วเตี้ยๆ ลักษณะเป็นสายโซ่ขึงระหว่างเสาล้อมรอบกว้าง 9 เมตร ยาว 11 เมตร ที่แท่นด้านหน้ามีคำจารึกบนแผ่นโลหะติดประดับสรรญเสริญว่า “คำจารึกฐานองค์พระบรมรูปทรงม้า ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนากาลล่วงแล้ว 2451พรรษา จำเดิมแต่พระมหาจักรีบรมราชวงศ์ ได้ประดิษฐาน แลดำรงกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทราอยุธยาเป็นปีที่ 127 โดยนิยม”

สำหรับแบบรูปของพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ ได้จ้างช่างหล่อชาวฝรั่งเศส แห่งบริษัทซูซ เซอร์เฟรส ฟองเดอร์เป็นผู้หล่อ ณ กรุงปารีส เลียนแบบพระบรมรูปทรงม้าของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ประดิษฐานอยู่หน้าพระราชวังแวร์ซายส์ ในประเทศฝรั่งเศส เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.2450 พระองค์ได้เสด็จประทับให้ช่างปั้นพระบรมรูป เมื่อวันที่ 22 สิงหคม ศกนั้น พระบรมรูปเสร็จเรียบร้อย และส่งเข้ามายังกรุงรัตนโกสินทร์ในทางเรือ

เมื่อ พ.ศ.2451 โปรดให้ประดิษฐานไว้ ณ พระลานหน้าพระราชวังดุสิต ระหว่างพระราชวังสวนอัมพรกับบสนามเสือป่า ทางทิศตะวันออกของพระที่นั่งอนันตสมาคม ทรงประกอบพระราชพิธีเปิดพระบรมรูปนี้ในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2451 ตรงกับวันพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกครองราชสมบัติได้ 40 ปี

เจ้าพนักงานได้อัญเชิญพระบรมรูปทรงม้า ขึ้นประดิษฐานบนแท่นรองที่หน้าพระลานพระราชวังดุสิต ที่ประจักษ์อยู่ในปัจจุบันนี้ โดยพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสุนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงอ่านคำถวายพระพรชัยมงคล เสร็จแล้วจึงน้อมเกล้าฯ ถวายพระบรมรูปทรงม้า กราบบังคมทูลอัญเชิญให้พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช พระราชบิดาให้ทรงเปิดผ้าคลุมพระบรมราชานุสาวรีย์เป็นปฐมฤกษ์ เพื่อประกาศเกียรติคุณในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ให้สถิตสถาพรปรากฏสืบไปชั่วกาลนาน

วันปิยมหาราช

ในวันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี หน่วยงานต่างๆ ทั้งราชการและภาคเอกชน นักเรียน-นิสิตนักศึกษา รวมทั้งประชาชนจะมาวางพวงมาลาดอกไม้สักการะ และถวายบังคมที่พระบรมรูปทรงม้า เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทำบุญตักบาตอุทิศเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ในหน่วยงาน และโรงเรียน มหาวิทยาลัย จะจัดนิทรรศการเผยแพร่พระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อันเป็นการประกาศเกียรติคุณให้ไพศาลสืบไป
ขอขอบคุณกระปุกดอทคอมผู้เรียบเรียง

ช้อน – ส้อมโรงอาหารในโรงเรียนจุ่มน้ำร้อน

ปัจจุบันการรับประทานอาหารในโรงเรียนหรือศูนย์การค้าต่างๆจะมีหม้อน้ำร้อนเพื่อให้ลูกค้าจุ่มช้อน – ส้อมเพื่อทำความสะอาดบางคนเห็นเพื่อนจุ่มก็จุ่มบ้างนึกว่าจะสามารถทำลายเชื้อโรคที่ติดมาได้
การลวกช้อนส้อมได้กลายมาเป็นที่นิยมในประเทศไทยหลังจากมาตรการควบคุมการ ระบาดของโรคไวรัสตับอักเสบเอ
ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งทำให้ศูนย์อาหารหลายแห่งนำไปใช้บ้างจนหม้อหุงข้าวลวกอุปกรณ์การกินแพร่ กระจายไปทั่วประเทศ หลักการของการจุ่มลวกช้อนส้อมเหล่านี้ ก็มาจากการที่เราทราบกันว่า น้ำร้อนสามารถฆ่าเชื้อโรคได้


เชื้อโรคที่น่ากลัวเหล่านั้น ก็คือพวกจุลินทรีย์ สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พวกไวรัส และแบคทีเรียก่อโรคต่างๆ ที่หากร่างกายได้รับเข้าไปแล้วนั้น จะทำให้มีอาการเจ็บป่วยตั้งแต่เล็กน้อย ไปจนร้ายแรงถึงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นทำให้ผู้บริโภคท้องเสีย อาเจียน เป็นโรคต่างๆ ปวดศีรษะ และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ นั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้คนเราเกลียดชังเชื้อโรคกันมาก และหวังว่าจะสามารถกำจัดออกไปจากอุปกรณ์ช้อนส้อมของเราได้ด้วยตนเอง
แต่ การทำลายเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ต้องการอุณหภูมิที่สูงกว่า98 องศาเซลเซียส และใช้เวลานานถึง 4 นาที คำถามจึงมีอยู่ว่า ถ้าเช่นนั้น ลวกเพียงครู่เดียวแล้วได้อะไรขึ้นมา

การ แก้ปัญหาเบื้องต้นสำหรับผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็คือ ยืนจุ่มช้อนส้อมและจับเวลาให้ได้ 4 นาที เพื่อให้ได้ช้อนส้อมที่สะอาดปราศจากเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ แต่ปัญหาของน้ำร้อนในหม้อหุงข้าวตามศูนย์อาหารทั่วไปความจริงแล้วคือ อุณหภูมิน้ำไม่สูงพอที่จะทำลายเชื้อโรคได้ นอกจากจะไม่ทำให้เชื้อโรคตาย ยังทำให้เชื้อโรคเพิ่มจำนวนมหาศาลสะสมอยู่ในน้ำนั้นอีกด้วย ด้วยความที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนน้ำใหม่ทุกชั่วโมง และที่สำคัญในการเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิตตัวอย่างเช่นแบคทีเรียบางพวก ซึ่งโดยปกติแล้วสามารถเจริญเติบโตได้ดีในช่วงอุณหภูมิหนึ่งๆ อย่าง 20-45 องศาเซลเซียส หากเรานำไปจุ่มในน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 45 องศาเซลเซียส แต่เป็นอุณหภูมิที่ยังไม่สามารถฆ่าแบคทีเรียเหล่านั้นให้ตายได้

ถือว่าเราได้สร้างสภาวะความเครียดต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่แบคทีเรีย เป็นสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตในการดำรงเผ่าพันธุ์นั่นเองที่ทำให้แบคทีเรีย เพิ่มจำนวนขึ้นอีกมากมายเพื่อให้รุ่นต่อไปอยู่รอดได้มากที่สุดเนื่องจากมัน รู้สึกว่า วิกฤตของชีวิตได้มาถึงแล้ว

ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า การจุ่มลวกด้วยระยะเวลาสั้นๆ และอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม รังแต่จะทำให้มีเชื้อโรคปนเปื้อนมากับอาวุธรับประทานอาหารมากยิ่งขึ้นไปกว่า เดิมเสียอีก หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มักลังเล ไม่กล้าที่จะจุ่มลวกช้อนส้อมลงในหม้อหุงข้าวเหล่านั้นก่อนนำไปใช้ และอาจต้องทำหน้าเบ้เมื่อเห็นเศษข้าวลอยปนอยู่ในหม้อนั้นอีกต่างหาก ดิฉันขอสนับสนุนให้คุณทำหน้าเบ้ต่อไป และอย่าได้เอาช้อนส้อมและตะเกียบของคุณไปจุ่มลงในน้ำร้อนนั้นอีกเลยนะคะ
ขอขอบคุณข่าวสาร/ข้อมูลดีๆ จากเว็บไซต์ teenee.com

This slideshow requires JavaScript.

เกร็ดน่ารู้ของกาแฟ

เกร็ดน่ารู้ของกาแฟ … ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ชอบดื่มกาแฟในตอนเช้าๆได้กลิ่นกาแฟแล้วหอมสดชื่นทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าซึ่งเป็นผลจากคาเฟอีนในกาแฟ เวลาไปร้านกาแฟตามปั๊มมักจะสั่งคาปูชินโน 1แก้ว เปิดกระปุกดอทคอมจึงนำมาเล่าต่อ….

กาแฟ…เครื่องดื่มสุดคลาสสิกของคนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนทำงานทั้งหลาย ซึ่งเชื่อว่าหลายคนถ้าตื่นเช้าแล้วยังไม่ได้ดื่มกาแฟคงรู้สึกเหมือนยังไม่ตื่นเต็มตา เพราะนอกจากกลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟ บวกกับคาเฟอีนคงจะช่วยให้ทุกคนรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าในยามเช้าอย่างแน่นอน เอาล่ะค่ะ ในวันนี้กระปุกดอทคอมก็มีเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับกาแฟที่คุณอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน มาฝากเพื่อน ๆ กันด้วย ลองไปดูกันเลยค่า…

This slideshow requires JavaScript.

1. คาปูชิโน เป็นชื่อที่ได้มาจากสีเสื้อของนักบวชนิกายหนึ่งของศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ที่เรียกว่า คาปูชิน (Capuchin) ซึ่งมีสีน้ำตาลแก่นั่นเอง

2. เอสเปรสโซ มาจากคำภาษาอิตาลี แปลว่า บีบ, กด เนื่องจากวิธีการชงกาแฟเอสเปรสโซมีเอกลักษณ์เฉพาะโดยต้องผ่านกรรมวิธีอันละเอียดและซับซ้อน จากกาแฟที่ได้รับการผสมผสานรสชาติขึ้นมาโดยเฉพาะเป็นพิเศษ คั่วอย่างเข้ม บดอย่างละเอียด กดอย่างแน่น และชงอย่างเร็วโดยใช้แรงอัดสำหรับแต่ละถ้วย ทำให้เอสเปรสโซมีรสชาติกาแฟซึ่งเข้มข้นและหนักแน่นต่างจากกาแฟทั่ว ๆ ไปซึ่งชงแบบผ่านน้ำหยด

3. ประเทศโคลัมเบียและบราซิลส่งออกกาแฟมากที่สุดในโลก ถึง 17 ล้านตัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 40% ของผลผลิตกาแฟทั้งโลก

4. กาแฟขี้ชะมด หรือ Kopi Luwak (โกปี ลูวะ) เป็นกาแฟที่มีราคาแพงที่สุดในโลก มีถิ่นกำเนิดอยู่บนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย โดยกาแฟขี้ชะมดนำมาจากมูลของชะมดพันธุ์ Paradoxurus hermaphroditus ที่กินผลกาแฟเข้าไป เมื่อถ่ายออกมาแล้วก็เก็บมาล้างทำความสะอาดให้หมดจดก่อนนำไปตากแห้งแล้วคั่ว โดยเจ้าชะมดเลือกจะกินเฉพาะผลกาแฟที่สุกดีแล้วเท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่ามันจะช่วยคัดสรรเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพด้วยเลยในขั้นตอนเดียว เมื่อชะมดกินเข้าไปแล้ว ผลกาแฟจะย่อยอยู่ในกระเพาะของมันราวหนึ่งวันครึ่ง ก่อนที่จะถ่ายออกมาเป็นเมล็ดกาแฟ

5. ผลกาแฟ เป็นผลผลิตจากพืชไม้พุ่มถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบแอฟริกา ขนาดปานกลางสูง ประมาณ 3-4 เมตร ใบสีเขียวแตกออกจากข้อเป็นคู่ ๆ ดอกออกตามข้อของกิ่งมีสีขาวบริสุทธิ์ กลิ่นหอม โดยสายพันธุ์ของกาแฟที่มีการปลูกและเป็นที่นิยมทั่วไปมากที่สุด ได้แก่ อาราบิก้าและโรบัสตา

6. Ibrik อุปกรณ์ดั้งเดิมของชาวตุรกีที่ใช้ชงกาแฟ ซึ่งทำจากทองแดงหรือทองเหลือง รูปทรงตรงจากด้านบนและป่องก้น มีด้ามจับยาว Ibrik ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งอุปกรณ์ชงกาแฟก็ว่าได้ และยังคงนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในแถบตะวันออกกลาง ขั้นตอนการใช้ Ibrik คือ การต้มน้ำจนร้อนแล้วจึงใส่เมล็ดกาแฟที่บดแล้วลงต้มให้เดือดอีกครั้ง นอกจากจะได้กาแฟที่เข้มข้นมากที่ชาวตุรกีนิยมดื่มคู่กับขนมรสหวานจัด และการต้มกาแฟด้วย Ibrik นี้ยังเสิร์ฟทั้ง ๆ ที่มีผงกาแฟลอยฟ่องอยู่ ด้วยเหตุผลนี้เองจึงมีการทำนายดวงชะตาด้วยกากกาแฟก้นแก้วเกิดขึ้น

7. กาแฟอาราบิก้ามักจะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามชื่อท่าเรือที่ใช้ส่งออก ท่าเรือที่เก่าแก่ที่สุด 2 ที่ได้แก่ ม็อคค่า (Mocha) และ ชวา (Java)

8. การดื่มกาแฟถูกห้ามโดยชาวมุสลิมตามฮะรอม ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 เนื่องจากกาแฟเป็นที่นิยมในหมู่ชนมุสลิมและชนกลุ่มอื่น ๆ ในตะวันออกกลาง จนทำให้ร้านกาแฟก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดและกลายเป็นที่ชุมชุมนุมสังสรรค์ตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องการเมือง ร้านกาแฟกลายเป็นที่บ่มเพาะความคิดรุนแรง จึงถูกสั่งห้ามโดยระบุว่าเป็นต้นเหตุของการประพฤติตนนอกคอก ชักนำให้คนไปมั่วสุม และนำมาซึ่งความไม่สงบในสังคม

ขอบคุณที่มา http://hilight.kapook.com/view/76119

ข้อสอบเก็บคะแนนพอลิเมอร์ ม.6 (6/6 -6/10)คิดก่อนตอบนะภายในวันนี้

a href=”“>

https://docs.google.com/แนวข้อสอบเคมีพื้นฐาน ม.4

https://docs.google.com/แนวข้อสอบปลายภาค ม.6ปลายภาคภาคเรียนที่1/2555

Biochemistry Quiz M.4/3,4/11

โรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัยแจกแท็บเล็ทให้นักเรียนม.1

แท็บเล็ท (Tablet)

แท็บเล็ทคืออะไร It com2

ในวันสัปดาห์วิทยาศาสตร์ที่  17 สิงหาคม 2555ท่านผู้อำนวยการโรงเรียนสิริรนธรราชวิทยาลัยได้แจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนโรงเรียนสิริรธรราชวิทยาลัย ชั้น ม.1และคณะครูที่สอนจำนวน 100  เครื่อง
 
แหล่งที่มา

ทำไมต้องอาเซียน

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(Association of Southeast Asian Nations)

 

อาเซียนเป็นเรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจทำไมต้องอาเซียนตั้งแต่ความเป็นมาของอาเซียน  ธงสัญลักษณ์อาเซียน ธงประประจำชาติ วัฒนธรรมประเพณีการแต่งกาย  ภาษาที่ใช้  การค้าระหว่างประเทศ

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations) หรือ อาเซียน(ASEAN) เป็นองค์กรทางภูมิรัฐศาสตร์และองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูิมภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มีประเทศสมาชิกทั้งหมด  10  ประเทศ  ได้แก่  ไทย  มาเลเซีย  ฟิลิปปินส์  อินโดนีเซีย  สิงคโปร์  บรูไน  ลาว  กัมพูชา  เวียดนาม  และพม่า อาเซียนมีพื้นที่ราว 4,435,570  ตารางกิโลเมตร  มีประชากรราว  590  ล้านคน  ในปี พ.ศ.  2553  จีดีพีของประเทศสมาชิกรวมกันคิดเป็นมูลค่าราว 1.8  ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ  คิดเป็นอันดับที่ 9  ของโลกเรียงตามจีดีพี  มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ

อาเซียนมีจุดเริ่มต้นจากสมาคมอาสา  ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกรกฏาคม  พ.ศ.  2504 โดยไทย  มาเลเซีย  ฟิลิปปินส์แต่ได้ถูกยกเลิกต่อมาปีพ.ศ. 2510 ได้มีการลงนามใน”ปฏิญญากรุงเทพ”  

อาเซียนได้ถือกำเนิดขึ้นโดยมีรัฐสมชิกเริ่มต้น  5  ประเทศ  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความร่วมมือในการเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจการพัฒนาสังคม  วัฒนธรรมใมนกลุ่มประเทศสมาชิกและการธำรงรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค  และเปิดโอกาสให้คลายข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิกอย่างสันติ[4] หลังจาก  พ.ศ. 2527  เป็นต้นมา  อาเซียนมีรั๙สมาชิกประเทศ ในปัจจุบัน

      กฏบัตรอาเซียนได้มีการลงนามเมื่อเดือนธันวาคม  พ.ศ.  2551  ซึ่งทำให้อาเซียนมีสถานะคล้ายกับสหภาพยุดรปมากยิ่งขึ้น  เขตการค้าเสรีอาเซียนได้เริ่มประกาศใช้ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2553  และกำลังก้าวสู่ความเป็นประชาคมอาเซียน  ซึ่งจะประกอบด้วยสามด้าน  คือ  ประชาคมอาเซียน  ด้านการเมืองและความมั่นคง  ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน  ในปี  พ.ศ. 2558

กฎบัตรอาเซียนเป็นความตกลงระหว่างประเทศ สมาชิกที่กำหนดกรอบโครงสร้างองค์กร เป้าหมาย หลักการ และกลไกที่สำคัญต่างๆ ของอาเซียน และให้สถานะนิติบุคคลแก่อาเซียน โดยมีวัตถุประสงค์  เพื่อ (1) เพิ่มประสิทธิภาพของอาเซียนในการดำเนินการตามเป้าหมายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรวมตัวไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนภายในปี 2558  (2) สร้างกลไกที่จะส่งเสริมให้รัฐสมาชิกปฏิบัติตามความตกลงต่างๆ ของอาเซียน และ (3) ทำให้อาเซียนเป็นองค์กรที่ใกล้ชิดและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่าง แท้จริงมากขึ้น

การจัดตั้ง

สมาคมประชาชาติแห่ง เอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้หรือ อาเซียน ได้รับการจัดตั้งขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคม 2510 ณ วังสราญรมย์ ในกระทรวงการต่างประเทศ กรุงเทพมหานคร โดยมีประเทศสมาชิกเริ่มแรก 5 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ต่อมา บรูไน ดารุสซาลามได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในวันที่ 8 มกราคม 2527 เวียดนามได้เข้าร่วมเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2538 ลาวและพม่าเข้าร่วมเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2540 และกัมพูชาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2542

วัตถุประสงค์

   จากสนธิสัญญาความสามัคคีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ได้มีการสรุปแนวทางของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเแียงใต้ไว้จำนวนหกข้อ  ดังนี้

  • การเคารพซึ่งกันและกันในเอกราช อธิปไตย ความเท่าเทียม บูรณาการแห่งดินแดนและเอกลักษณ์ประจำชาติของทุกชาติ
  • สิทธิของทุกรัฐในการดำรงอยู่โดยปราศจากจากการแทรกแซง การโค่นล้มอธิปไตยหรือการบีบบังคับจากภายนอก
  • หลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน
  • ระงับความแตกต่างหรือข้อพิพาทโดยสันติวิธี
  • การไม่ใช้การขู่บังคับ หรือการใช้กำลัง และ
  • ความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพระหว่างประเทศสมาชิก

ธงและสัญลักษณ์ อาเซียน

1299385398mtm2

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

(Association of Southeast Asian Nations)

คำขวัญ

“One Vision, One Identity, One Community”
(หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกลักษณ์ หนึ่งประชาคม)

 

สัญลักษณ์อาเซียน
“รวงข้าว 10 ต้นมัดรวมกันไว้”
หมายถึง ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้ง 10 ประเทศรวมกันเพื่อมิตรภาพและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โดยสีที่ปรากฏในสัญลักษณ์ของอาเซียน เป็นสีที่สำคัญของธงชาติของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียน

asean

สีน้ำเงิน หมายถึง สันติภาพและความมั่นคง
สีแดง หมายถึง ความกล้าหาญและความก้าวหน้า
สีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์ 
สีเหลือง หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง

สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat)  ตั้งอยู่ที่่ กรุงจากาตาร์

เลขาธิการ : ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ (เริ่มดำรงตำเเหน่งเมื่อปี พ.ศ. 2551)

ปฏิญญากรุงเทพ     8 สิงหาคม พ.ศ. 2510

กฎบัตรอาเซียน     16 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ภาษาราชการ      ภาษาอังกฤษ

ประเทศสมาชิกในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Thailand Indonesia Philippines Malaysia Singapore

 ประเทศไทย           ประเทศอินโดนีเซีย     ประเทศฟิลิปปินส์     ประเทศมาเลเซีย   ประเทศสิงคโปร์

Brunei Vietnam\" height= Laos Myanmar Cambodia

ประเทศบรูไน                เวียดนาม                          ลาว              สหภาพพม่า               ราชอาณาจักรกัมพูชา

ขอขอบคุณ

http://www.osmie4.moe.go.th/web/index.php?option=com_content&view=article&id=142&Itemid=251

http://www.thaimaster.info/pornpilai/wannisa/coun/indo.html

คำทักทายในภาษาอาเซียน

อาเซียนกำลังมาแรงและแต่ละโรงเรียนก็มีการฝึกนักเรียนใช้ภาษาอาเซียนวันนี้ดิฉันจึงขอเริ่มด้วยคำทักทายในภาษาอาเซียนนี้

ภาษาอาเซียน วันลำคำ เริ่มจากคำกล่าวทักทาย สวัสดี ในภาษาต่างๆ ของประเทศสมาชิกอาเซียน ทั้งหลายกันดีกว่าค่ะ

 

คำกล่าวทักทาย (ภาษาอาเซียน)

 

บรูไน ซาลามัต ดาตัง

 

อินโดนีเซีย ซาลามัต เซียง

 

มาเลเซีย ซาลามัต ดาตัง

 

ฟิลิปปินส์ กูมุสตา

 

สิงคโปร์ หนีห่าว

 

ไทย สวัสดี

 

กัมพูชา ซัวสเด

 

ลาว สะบายดี

 

พม่า มิงกาลาบา

 

เวียดนาม ซินจ่าว

                คำขอโทษ ของอาเซียน

      • ไทย           :   ขอโทษ ครับ / ค่ะ

      • ลาว            :  ขอโทด

      • อินโดนีเซีย   : เปอ มิ สิ /นิ วา กัง

      • พม่า            : ควินโละ บ่าหน่อ

      • กัมพูชา        : ขยมโซ้มโต๊ก

      • เวียดนาม      : ซิน โหลย (Xin Loi)

      • สิงค์โปร์       :

      • มาเลเซีย      : (มาอาฟ) maaf

      • บรูไน           :

      • ฟิลิปปินส์     : มาวาลาง-กาลัง

        คำขอบคุณ ของอาเซียน

            • ไทย            :   ขอบคุณ / ขอบใจ

            • ลาว            :   ขอบใจ 

            • อินโดนีเซีย   :  เตอร ริมา กาสิ/ มาตู สุค สมา

            • พม่า            :  เจซูติน บาแด

            • กัมพูชา        :  ออกุน, ออกุนเจริญ

            • เวียดนาม      :  ตาม เบียด (Tam Biet)

            • สิงค์โปร์       :

            • มาเลเซีย      :  เตริมา กะชิ Terima kasih

            • บรูไน           :

            • ฟิลิปปินส์     :  Maraming Salamat มารามิงสลามัต

         

         คำบอกรัก ของอาเซียน

            • ไทย            :   ผมรักคุณ / ฉันรักคุณ / ฉันรักเธอ

            • ลาว            :  ข้อยฮักเจ้า

            • อินโดนีเซีย   : ซายา จินตา ปาดามู

            • พม่า            : จิต พา เด (chit pa de)

            • กัมพูชา        : บอง สรัน โอน (Bon sro Iahn oon)

            • เวียดนาม      :  ตอย ยิ่ว เอ๋ม (Toi yue em)

            • สิงค์โปร์       : หว่อ ไอ้ นี่

            • มาเลเซีย      : ซายา จินตามู (Saya cintamu)

            • บรูไน           : ซายอ ซูกอ มากัน

            • ฟิลิปปินส์     : มาฮาลกิตา (Mahal kita)

ขอขอบคุณ

 http://allmylike.com/my-article-menu/42-asean-/406-asean75.html#.UDkJs1JFm0l

 

 

 

Biochemistry Quiz M.4/3 M. 4/11

การบ้านข้อสอบo-net ม.6 ชุดที่ 2 เรื่องสารชีวโมเลกุล

อ่านโจทย์ในpowerpointแล้วตอบคำถามในsheet

ยินดีต้อนรับ

ยินดีต้อนรับเข้าสู้ห้องเรียน Social Medai
วิทย์เคมีครูออน
ให้นักเรียนชั้น ม.6/6-6.10 ลงทะเบียน และทำข้อสอบทั้ง 2 ชุดคือชุดปฏิกิริยาและชุดสารชีวโมเลกุล

ให้เสร็จภายในวันที่ 29 สิงหาคม 2555
สำหรับนักเรียนชั้น ม.4/3, ม4/11 ลงทะเบียน ให้ศึกษาpowerpoint เรื่องสารชีวโมเลกุล โขมัน โปรีตีน

คาร์ไฮเดรต กรดนิวคลีอิก
แล้วเขียน mind mapลงในกระดาษ A4 ตกแต่งให้สวยงาม
และทำแบบฝึกหัดในบล็อกเรื่องสารชีวโมเลกุล

(ภาษาอังกฤษ)